ภาษาไทย Русский English
Православная Церковь в Таиланде (Московский Патриархат)

Menu:

กิจกรรม:

15 ตุลาคม ค.ศ. 2016:
พระสังฆราชคิริลล์แห่งกรุงมอสโคว ประเทศรัสเซีย ได้ส่งสาร์นแสดงความเสียใจต่อการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

รายละเอียด...

14 ตุลาคม ค.ศ. 2016:

รายละเอียด...

25 อาจ ค.ศ. 2016:
พระสังฆราชแห่งกรุงมอสโกและรัสเซียคิริลล์มีความสุขการก่อสร้างพระวิหาร เซราฟิม ซารอวซกีย บน เกาะพงันประเทศไทย

รายละเอียด...

19 อาจ ค.ศ. 2016:
ได้มีพิธีศีลมหาสนิทครั้งแรกของศาสนิกชนคริสต์ บนเกาะพงัน

รายละเอียด...

15 อาจ ค.ศ. 2016:
เเขกของโบสถ์เซนต์นิโคลัสในกรุงเทพฯ

รายละเอียด...

06 อาจ ค.ศ. 2016:
พระสังฆราชคิริลล์แห่งกรุงมอสโกและรัสเซีย

รายละเอียด...

20 เมษายน ค.ศ. 2016:
หนังสือ "กฎเกณฑ์ของพระเจ้า" ได้แปลเป็นภาษาลาวและได้รับการตีพิมพ์เสร็จสมบูรณ์ เมื่อ

รายละเอียด...

08 เมษายน ค.ศ. 2016:
พิธีถวายตัวเป็นนักพรต ของศาสนาคริสต์ออธอร์ด๊อกซ์ เป็นงานอันทรงเกรียติยิ่ง พิธีได้จัดขึ้นณ. โบสถ์อัสสัมชัญอันศักดิ์สิทธิ์ของพระแม่มารีในจังหวัดราชบุรี

รายละเอียด...

04 ตุลาคม ค.ศ. 2013:
เริ่มงานจิตรกรรมฝาผนังในโบสถ์การเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ที่เกาะสมุย

รายละเอียด...

03 ตุลาคม ค.ศ. 2013:
วันเฉลิมฉลองนักบุญแห่งนามของเจ้าอาวาสอเล็ก (ชีรีปานิน)

รายละเอียด...



ศีลสารภาพบาป
และ
ศีลมหาสนิท


ศีลสารภาพบาป

Orthodox Confession Sacrament ศีลสารภาพบาป (การสารภาพบาป) คือ หนึ่งในศีลศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 7 ข้อของศาสนาคริสต์ โดยผู้ที่สารภาพบาปจะประกาศบาปของตนเองต่อหน้าบาทหลวง โดยจากนั้นจะมีบทสวดแก้บาปอย่างเป็นที่ประจักษ์แก่พยาน(โดยการอ่านบทสวดแก้บาป)โดยถือว่าผู้สารภาพบาปได้สละบาปออกไปในเชิงนามธรรมโดยพระบุตรเยซูคริสต์เจ้า ศีลดังกล่าวถูกบัญญัติขึ้นโดยพระเยซูเอง โดยพระองค์ได้กล่าวแก่เหล่าสาวกว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่าสิ่งใดซึ่งท่านจะผูกมัดในโลกก็จะถูกผูกมัดในสวรรค์ และสิ่งซึ่งท่านจะปล่อยในโลกก็จะถูกปล่อยในสวรรค์” (มัทธิว 18:18) และในอีกบทหนึ่งกล่าวว่า “ท่านทั้งหลายจงรับพระวิญญาณบริสุทธิ์เถิดถ้าท่านจะยกความผิดบาปของผู้ใดความผิดบาปนั้นก็จะถูกยกเสีย และถ้าท่านจะให้ความผิดบาปติดอยู่กับผู้ใดความผิดบาปก็จะติดอยู่กับผู้นั้น” (ยอห์น 20:22-23) อัครสาวกทั้ง 12 องค์ ได้รับ “อำนาจ” จากพระเยซูในการ “ผูกมัดและปล่อย” และได้ถ่ายทอดต่อมายังเหล่าสังฆราชรุ่นต่อๆมาผ่านการประกอบพิธีรับศีลกำลัง(พิธีศีลบวช) เพื่อถ่ายทอดอำนาจดังกล่าวต่อไปแก่นักบวชทั้งหลาย

หลวงพ่อนักบุญ[1]หลายๆ ท่านต่างขนานนามศีลสารภาพบาปนี้ว่าเป็นดั่งศีลล้างบาปครั้งที่สอง ถ้าในการผ่านศีลล้างบาปมนุษย์จะได้ชำระตนจากบาปของการเกิดเป็นมนุษย์ซึ่งตกทอดมาจากการเป็นลูกหลานของอดัมและอีวาแล้ว ศีลสารภาพบาปนั้นจะชำระเขาจากบาปของตนเองที่ก่อไว้ ซึ่งสะสมโดยตัวเขาเองหลังจากรับศีลล้างบาป

เพื่อให้พิธีศีลสารภาพบาปดำเนินไปอย่างสมบูรณ์ สิ่งที่ผู้สารภาพบาปจำเป็นต้องทำคือ การระลึกตระหนักถึงบาปของตนเอง และสารภาพบาปเหล่านั้นออกมาอย่างใจจริง ความปรารถนาที่จะกลับตัวจากบาป และไม่กระทำบาปนั้นซ้ำอีก ความศรัทธามั่นในพระเยซู และความหวังถึงพระเมตตาของพระองค์ รวมถึงความเชื่อที่ว่าศีลสารภาพบาปมีอำนาจที่จะชะล้างบาปและทำความสะอาดใจที่สารภาพบาปออกมาอย่างจริงใจผ่านบทสวดของนักบวช

นักบุญยอห์นกล่าวว่า “ถ้าเราทั้งหลายจะว่าเราไม่มีบาปเราก็หลอกตัวเอง และความจริงไม่ได้อยู่ในเราเลย” (1 ยอห์น 1:8) ในขณะเดียวกันเรามักจะได้ยินหลายๆ คนพูดว่า “ฉันก็ไม่ได้ฆ่าใคร ฉันไม่ได้ขโมย ไม่ได้ล่วงประเวณีกับใครแล้วจะให้ฉันสารภาพบาปอะไรกัน?” แต่ถ้าเราลองทำความรู้จักกับพระบัญญัติในพระคัมภีร์ดีพอแล้วเราจะพบว่าเราทุกคนต่างก็ทำบาปต่อใครและใครหรือสิ่งไหนไม่มากก็น้อย โดยเงื่อนไขแล้วบาปต่างๆ ที่มนุษย์ก่อ สามารถแบ่งเป็นสามกลุ่มหลักๆ คือบาปที่ผิดต่อพระเจ้า บาปที่ผิดต่อคนใกล้ชิด และบาปที่ผิดต่อตนเอง


บาปที่ผิดต่อพระเจ้า


บาปผิดต่อผู้ใกล้ชิด


บาปที่ผิดต่อตนเอง

แม้ว่าบาปต่างๆ ที่ได้แจกแจงมานั้นจะแบ่งเป็นสามกลุ่มใหญ่ๆ ทว่า ในที่สุดแล้ว บาปต่างๆ นั้นล้วนก็ผิดต่อพระเจ้า (นั่นคือ การล่วงละเมิดบทพระบัญญัติของพระเจ้า และเป็นการหมิ่นพระเกียรติของพระเจ้า) และผิดต่อผู้ใกล้ชิด (ไม่เปิดโอกาสให้แก่การมีความรักและความสัมพันธ์ที่แท้จริงทางคริสตศาสนา) และผิดต่อตนเองด้วย (นั่นคือ การขัดขวางไม่ให้จิตของตนได้เสริมสร้างตนตามวิถีของผู้ได้รับความรอด)


ต้องเตรียมตัวอย่างไรเพื่อรับศีลสารภาพบาป

ผู้ที่ปรารถนาจะนำบาปที่ตนเองได้กระทำเอาไว้มาสารภาพต่อหน้าพระเจ้านั้นจะต้องเตรียมตัวมาก่อนรับพิธีดังกล่าว การเตรียมตัวจะต้องเตรียมตัวแต่เนิ่นๆ ก่อนพิธีศีลสารภาพบาป โดยสมควรอ่านและศึกษาหนังสือที่เกี่ยวข้องกับศีลสารภาพบาปและศีลมหาสนิท และเพื่อที่จะสามารถจดจำบาปที่ตนเองกระทำไว้ได้ทั้งหมดควรที่จะบันทึกไว้ในกระดาษต่างหาก เพื่อก่อนจะดำเนินพิธีรับศีลจะได้เหลือบมองอย่างถี่ถ้วนอีกครั้ง หลายครั้งที่ผู้สารภาพบาปสามารถนำกระดาษที่จดบาปเอาไว้มายื่นต่อบาทหลวงให้บาทหลวงอ่านได้ทันที แต่บาปบางประการที่หนักหนานักทางจิตใจสมควรที่จะพูดสารภาพออกมาให้ได้ยิน ไม่จำเป็นต้องร่ายยาวประวัติความเป็นมาก่อนที่จะสารภาพบาปแค่บอกถึงบาปที่ได้กระทำก็เพียงพอ เช่น ถ้าคุณเกิดมีข้อขัดแย้งทะเลาะเบาะแว้งกับเพื่อนบ้านหรือญาติพี่น้องก็ไม่จำเป็นต้องเล่าให้ฟังว่าอะไรเป็นสาเหตุของความขัดแย้ง แค่สารรภาพต่อบาปที่ได้ประณามตำหนิติเตียนญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านของตนก็พอ สำหรับพระเจ้าและบาทหลวง สิ่งที่สำคัญไม่ใช่รายชื่อบาปของผู้สารภาพบาป แต่เป็นอากัปกิริยาความรู้สึกสำนึกบาปของผู้พูด และไม่ใช่เรื่องราวอย่างละเอียดที่สำคัญแต่เป็นใจของผู้สารภาพที่เปิดเผยต่อหน้าพระเจ้า ต้องจำไว้อย่างหนึ่งว่าการสารภาพบาปมิใช่เพียงการตระหนักถึงข้อด้อยของตนเองแต่ประการแรกเลย คือความกระหายที่จะชำระตนจากบาปเหล่านั้น ไม่ว่ากรณีใดๆ ห้ามการยกเหตุผลแก้ตัว นั่นก็มิใช่การสารภาพบาปแล้ว! ผู้เฒ่าซีลวน อาฟอนสกี้[2] ได้อธิบายถึงความหมายของการสารภาพบาปว่า “นั่นเป็นสัญลักษณ์ของการชำระบาป ถ้าคุณเกิดความรู้สึกเกลียดชังบาปเมื่อไร นั่นแสดงว่าพระเจ้าได้ชำระให้อภัยบาปของคุณหมดแล้ว”

จะเป็นการดีที่จะสร้างนิสัยให้ทุกๆ เย็นของแต่ละวันเราควรวินิจฉัยวันที่ผ่านไปแต่ละวันของตน และสารภาพบาปแต่ละวันของตนทันที บันทึกบาปที่หนักหนาในกระดาษเพื่อนำไปสารภาพต่อบาทหลวงในโอกาสถัดไป จำเป็นที่จะต้องทำการประนีประนอมปรองดองกับผู้ใกล้ชิดและขอโทษแก่ทุกคนที่ได้ทำผิดไว้ เมื่อเตรียมตนพร้อมแก่การรับศีลสารภาพบาปแล้วก็สมควรที่จะเสริมบทสวดมนต์สารภาพบาปที่มีอยู่ในหนังสือบทสวดภาวนาของคริสตจักรออร์โธด็อกซ์เข้าไปในการทำวัตรตอนเย็นของตนด้วย

เพื่อที่จะรับศีลสารภาพบาป ควรที่จะรู้ก่อนล่วงหน้าว่าเมื่อใดที่จะมีพีธีรับศีลสารภาพบาปที่โบสถ์ โบสถ์ใดที่มีการทำพิธีทางศาสนาทุกวันที่นั่นคุณแน่ใจได้ว่าจะมีพิธีรีบศีลสารภาพบาปอย่างแน่นอน ที่ใดที่ไม่มีพิธีกรรมทุกวันก็ควรศึกษาทำความรู้จักกับตารางการประกอบพิธีไว้ล่วงหน้า


เด็กต้องเตรียมตัวอย่างไรเพื่อรับศีลสารภาพบาป

เด็กที่อายุยังไม่ถึง 7 ขวบ (ในโบสถ์เรียกว่า ผู้เยาว์) จะสามารถรับศีลมหาสนิทได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านศีลอื่นก่อน แต่จำเป็นที่จะต้องสั่งสอนอบรมแต่วัยเยาว์ให้เด็กมีนิสัยที่เกิดความรู้สึกที่เป็นการบูชาพระเจ้าเวลาที่จะรับศีล การรับศีลมหาสนิทบ่อยๆ โดยปราศจากการเตรียมตัวจะทำให้เกิดความรู้สึกธรรมดาและชาชินอันไม่สมควรต่อพิธีกรรม ควรเตรียมความพร้อมของผู้เยาว์ก่อนการรับศีลมหาสนิทล่วงหน้าประมาณ 2-3 วัน โดยการอ่านพระคัมภีร์ร่วมกับผู้เยาว์ ประวัตินักบุญ และหนังสืออื่นๆ ที่จรรโลงใจทางศาสนา ลดหรือไม่ก็เลิกดูโทรทัศน์ (แต่ผู้ปกครองควรทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ให้แน่ใจว่าไม่ทำให้เด็กเกิดความรู้สึกไม่ดีต่อการรับศีลมหาสนิท) คอยดูแลให้เด็กสวดมนต์ตอนเช้าและเย็นสม่ำเสมอ พูดคุยกับเด็กถึงสิ่งที่ทำในวันที่ผ่านๆ มา และพูดให้เด็กรู้สึกถึงความน่าอับอายของบาปที่ตนได้กระทำไว้ สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องจำ คือ ไม่มีอะไรที่เด็กจะจดจำไปเป็นตัวอย่างที่แท้จริงมากไปกว่าความประพฤติของผู้ปกครองเอง

นับจาก 7 ขวบขึ้นไป เด็ก (เยาวชน) จะรับศีลมหาสนิทเหมือนกับผู้ใหญ่ทั่วไป คือ หลังจากที่ได้ผ่านศีลสารภาพบาปเรียบร้อยแล้ว โดยส่วนมาก บาปต่างๆ ที่ได้พูดถึงในหน้าที่แล้วนั้นต่างก็พบเห็นได้ในเด็กทั่วไป แต่อย่างไรก็ดีการสารภาพบาปของเด็กจะมีลักษณะเฉพาะออกไปต่างจากผู้ใหญ่ ในการที่จะเตรียมใจให้เด็กพร้อมสารภาพบาปอย่างใจจริง ควรจะค่อยๆ ให้เด็กอ่านรายชื่อของบาปที่เด็กอาจจะได้กระทำไว้ เช่น

รายการบาปเหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างของความเป็นไปได้ต่างๆ ที่อาจเกิดเป็นบาปได้จริง เด็กแต่ละคนจะมีประสบการณ์การผ่านในแต่ละสถานการณ์ที่แตกต่างกันไปเฉพาะของแต่ละคน หน้าที่ในที่นี้ของพ่อแม่ก็คือการเตรียมใจลูกให้มีความรู้สึกอยากที่จะสารภาพบาป พร้อมต่อการรับศีลสารภาพบาป คุณพ่อคุณแม่อาจสามารถแนะนำให้ลูกรำลึกถึงความประพฤติของตนเองหลังจากที่รับศีลสารภาพบาปในครั้งที่แล้ว และเขียนบาปที่ตนได้กระทำ แต่ไม่แนะนำให้พ่อแม่เขียนให้ลูก สำคัญที่สุดลูกจะต้องเข้าใจว่าการรับศีลสารภาพบาปนั้น คือ ศีลที่ชำระจิตใจออกจากบาปภายใต้เงื่อนไขของการสารภาพออกมาจากใจจริงอย่างตั้งใจโดยปรารถนาที่จะไม่กระทำบาปนั้นๆ ซ้ำอีก


ขั้นตอนการรับศีลสารภาพบาป ทำอย่างไร

Orthodox Confession Sacrament ศีลสารภาพบาปมักประกอบขึ้นในช่วงเวลาค่ำ คือ อาจเป็นหลังจากพิธีทำพิธีทางศาสนาตอนเย็นแล้วก็ได้ หรือไม่ก็เป็นตอนเช้าตรู่ก่อนเริ่มพิธีรับศีลมหาสนิท ไม่ควรที่จะมาสายต่อพิธีการรับศีลนี้เนื่องจากศีลนี้เริ่มต้นด้วยการอ่านบทสวดแสดงตน ซึ่งทุกคนที่ประสงค์จะล้างบาปต้องร่วมสวดอ่านทุกคน ในการอ่านบทสวดแสดงตนนั้น บาทหลวงจะหันมาหาคนที่จะสารภาพบาป เพื่อให้คนๆ นั้นขานชื่อเสียงเรียงนามของตน โดยทุกคนจะพูดชื่อออกมาโดยไม่เต็มเสียงนัก ใครที่มาถึงพิธีรับศีลไม่ทันก็จะไม่ได้รับอนุญาติให้รับศีลสารภาพบาป แต่หากมีโอกาสในตอนท้ายของการประกอบพิธีรีบศีล บาทหลวงก็จะเริ่มบทสวดแสดงตนใหม่อีกครั้งแล้วจึงรับสารภาพบาปในตอนท้ายหรือไม่ก็แจ้งนัดวันเวลาที่จะมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง ผู้หญิงที่มีประจำเดือนไม่สามารถเข้ารับศีลสารภาพบาปได้

การสารภาพบาปประกอบในโบสถ์ต่อหน้าธารกำนัลของผู้ที่มาเข้าเฝ้าพระผู้เป็นเจ้า (ผู้เข้าร่วมพิธีกรรมในโบสถ์) ด้วยเหตุนี้ในระหว่างพิธีควรให้ความเคารพต่อความศักดิ์สิทธิ์ของพิธีรับศีล ไม่ยืนเบียดบาทหลวงผู้รับสารภาพบาป และไม่รบกวนผู้สารภาพบาปต่อหน้าบาทหลวงนั้นให้เกิดความรำคาญใจ การสารภาพบาปจะต้องสารภาพบาปทั้งหมดที่มี ไม่ใช่สารภาพวันนี้หนึ่งอย่างและเก็บไว้สารภาพต่อในวันถัดไป บาปอันใดที่ผู้สารภาพบาปได้เคยสารภาพออกมาแล้วและได้รับการชำระแล้วไม่จำเป็นต้องสารภาพใหม่อีกครั้ง หากเป็นไปได้ควรสารภาพบาปต่อบาทหลวงองค์ที่ได้เคยรับสารภาพบาปตนเองไว้ในคราวก่อน หากเกิดความรู้สึกอับอายที่จะสารภาพบาปอันเป็นความรู้สึกลวงก็ไม่ควรเปลี่ยนบาทหลวงผู้รับคำสารภาพบาปไปมาถ้าหากมีบาทหลวงที่กระทำพิธีให้ตนเองเป็นประจำอยู่แล้ว ผู้ที่คิดทำแบบนี้เท่ากับคิดจะหลอกพระผู้เป็นเจ้า เพราะเวลาที่เราสารภาพบาปเราไม่ได้สารภาพต่อหน้าบาทหลวงที่รับสารภาพบาป แต่เราสารภาพต่อพระผู้เป็นเจ้าที่สถิตอยู่ด้วยกับบาทหลวง

ในโบสถ์ใหญ่ๆ นั้น เนื่องจากมีผู้ที่ประสงค์จะสารภาพบาปเป็นจำนวนมาก กอปรกับไม่มีโอกาสที่บาทหลวงจะสามารถรับคำสารภาพเป็นรายบุคคลได้อย่างทั่วถึง จึงมีวิธีการ “สารภาพบาปรวม” กล่าวคือ บาทหลวงจะกล่าวถึงบาปต่างๆ ที่คนส่วนใหญ่มักจะกระทำกัน และคนที่มายืนเพื่อสารภาพบาปต่อหน้าบาทหลวงก็จะกล่าวขานรับในบาปนั้นๆ เพื่อสารภาพต่อบาปของตน หลังจากนั้นคนที่สารภาพบาปก็จะเดินเข้ามาสวดมนต์บทจบในตอนท้ายเป็นรายบุคคล ใครก็ตามที่ไม่เคยรับศีลสารภาพบาป หรือได้ละเว้นจากการสารภาพบาปมานานหลายปีควรหลีกเลี่ยงการสารภาพบาปรวมแบบนี้ โดยควรไปสารภาพบาปส่วนตัวโดยอาจเลือกสละเวลามาสารภาพบาปในวันธรรมดา ในเวลาที่ผู้ประสงค์สารภาพบาปมาที่โบสถ์ไม่มากนัก หรือไม่ก็ไปที่โบสถ์ที่มีแต่การรับศีลสารภาพบาปเป็นการส่วนตัว หากไม่มีโอกาสทำแบบนั้นในโอกาสที่จะสารภาพบาปมวลรวมร่วมกับผู้อื่นควรเข้าไปหาบาทหลวง เพื่อรับสวดบทจบเป็นคนท้ายๆ ของแถว เพื่อไม่กีดกันโอกาสของผู้อื่นและจะได้อธิบายสถานการณ์ให้บาทหลวงฟัง และสารภาพบาปได้อย่างเต็มที่ การทำแบบนี้ยังรวมไปถึงผู้ที่ทำบาปหนักหนาสาหัสอีกด้วย

ผู้ที่เข้าถึงรสพระธรรมจำนวนมากต่างเตือนกันว่าบาปหนักหนาสาหัสนั้น หากไม่ได้สารภาพออกมาในโอกาสพิธีรีบศีลแบบรวมแล้ว ก็จะถือว่าเหมือนไม่ได้รับสารภาพ และในเมื่อไม่ได้สารภาพก็เท่ากับว่าไม่ได้รับการชำระออกมา

หลังจากที่ได้สารภาพบาป และบาทหลวงได้ดำเนินการอ่านบทสวดจบแล้วผู้ที่สารภาพบาปจะได้เดินไปจุมพิตยังไม้กางเขนและพระคัมภีร์ที่วางบนแท่นวางรูปเคารพ และถ้าหากเตรียมตัวที่จะรับศีลมหาสนิทด้วยแล้วล่ะก็ ก็จะเดินไปรับพระพรเพื่อเตรียมเข้าศีลมหาสนิทจากบาทหลวงต่อไป

ในบางกรณีบาทหลวงสามารถดำเนินการวาง “บทคาดโทษ” ผู้ที่สารภาพบาปได้ ซึ่งถือเป็นบทเรียนทางฝ่ายวิญญาณไว้ใช้เพื่อให้ผู้ที่สารภาพบาปเข้าถึงลึกซึ้งและหักถอนใจออกจากนิสัยบาปของตนเอง บทคาดโทษดังกล่าวสามารถถือได้ทั้งเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าผ่านบาทหลวง ซึ่งมีไว้เพื่อความจำเป็นในการช่วยให้กลับใจของผู้สารภาพบาปก็ได้ ในกรณีที่ไม่สามารถวางบทคาดโทษได้ไม่ว่ากรณีสาเหตุใดก็ตามควรจะขอคำปรึกษาจากบาทหลวงองค์ที่วางบทคาดโทษแก่ตนเพื่อหาวิธีทางออกใหม่

ผู้ที่ประสงค์ไม่เพียงแค่รับศีลสารภาพบาปแต่ยังประสงค์เข้ารับศีลมหาสนิท ก็ควรที่จะเตรียมตัวเตรียมใจมาให้พร้อมเข้ารับศีลนี้ล่วงหน้าในกิริยาที่เหมาะสมสง่างามและถูกต้องตามหลักศาสนา การเตรียมพร้อมแบบนี้เรียกว่า “การเตรียมถวายเครื่องบูชา”


ต้องเตรียมตัวรับศีลมหาสนิทอย่างไร

วันถวายเครื่องบูชาจะดำเนินไปเป็นระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์ หรืออย่างต่ำ 3 วัน ในวันดังกล่าวจะต้องถือศีลอดในมื้ออาหารที่รับประทานจะต้องละ-เว้นอาหารต้องห้าม อันได้แก่ เนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์นม ไข่ และในวันที่ถือศีลอดอย่างเคร่งครัดมากๆ ก็ต้องละเว้นเนื้อปลาด้วย สามีและภรรยาต้องละจากสัมพันธ์ทางเพศ ทั้งครอบครัวต้องละจากสิ่งบันเทิงและการดูโทรทัศน์ ถ้าสถานการณ์เอื้ออำนวยจะต้องไปเข้าร่วมพิธีกรรมทางศาสนาที่โบสถ์ด้วย นอกจากนี้จะต้องเสริมการสวดมนต์ภาวนาเช้า-เย็นให้มากขึ้นอีกด้วย ด้วยการอ่านบัญญัติภาวนาสารภาพบาป

ไม่ว่าที่โบสถ์จะประกอบพิธีรับศีลสารภาพบาปหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นตอนเช้าหรือตอนเย็น ในวันก่อนหน้าวันพิธีรับศีลมหาสนิทจะต้องมาร่วมพิธีรับศีลสารภาพบาปในตอนเย็น และตอนค่ำก่อนที่จะสวดมนต์เพื่อเข้านอน จะต้องอ่านบัญญัติภาวนา 3 บท คือ บทบัญญัติภาวนาสารภาพบาปต่อหน้าพระเยซูผู้เป็นเจ้าของเรา บทบัญญัติภาวนาพระแม่มารี และบทบัญญัติภาวนาถึงเทพผู้พิทักษ์คุ้มครอง สามารถอ่านบทแต่ละบทแยกกันได้หรือไม่ก็อ่านเป็นทำนองเสนาะตามบทสวดซึ่งผนวกทั้งสามบทนี้เข้าด้วยกัน จากนั้นอ่านบทบัญญัติภาวนาถึงศีลมหาสนิทก่อนจะอ่านบทสวดภาวนารับศีลมหาสนิทในตอนเช้า ใครที่ไม่สะดวกจะประกอบวีถีการสวดมนต์ภาวนาดังกล่าวใน 1 วัน ให้ไปขออนุญาตจากบาทหลวงเพื่ออ่านบทบัญญัติภาวนาทั้ง 3 บทก่อนล่วงหน้า ในช่วงวันถวายบูชาศีลมหาสนิท[3]

ออกจะเป็นเรื่องยากสำหรับเด็กที่จะกระทำกิจสวดมนต์เช้า-เย็นตามข้อบังคับของศาสนาเพื่อเตรียมพร้อมต่อการรับศีลมหาสนิท พ่อแม่ควรจะร่วมปรึกษากับบาทหลวงในการเลือกบทสวด และบัญญัติที่ไม่เป็นการหนักหนาเกินไปสำหรับเด็กก่อนที่จะค่อยๆ เพิ่มจำนวนบทสวดที่จำเป็นต่อการเข้ารับศีลมหาสนิทเข้าไปทีละน้อยจนกระทั่งเด็กสามารถสวดได้หมดตามกฏบัญญัติก่อนเข้ารับศีลมหาสนิท

สำหรับใครหลายๆ คน การอ่านบทบัญญัติภาวนาและท่องบทสวดมนต์เป็นเรื่องยากไม่น้อย ด้วยเหตุนี้ใครหลายๆ คนจึงเลือกที่จะไม่สารภาพบาป และไม่เข้ารับศีลมหาสนิทเป็นระยะเวลาหลายปี หลายคนสับสนประเด็นระหว่างการเตรียมตัวก่อนรับศีลสารภาพบาป (ซึ่งไม่จำเป็นต้องท่องจำบทสวดต่างๆ เป็นจำนวนมาก) กับการเตรียมตัวก่อนรับศีลมหาสนิท สำหรับกลุ่มคนเหล่านี้ขอแนะนำให้เข้ารับศีลมหาสนิทแยกจากศีลสารภาพบาปตามลำดับขั้น โดยตอนแรก ให้เตรียมตัวพร้อมเข้ารับศีลสารภาพบาปก่อนตามเงื่อนไข จากนั้นเมื่อได้สารภาพบาปแล้วจึงขอคำปรึกษาจากบาทหลวง ควรจะต้องอธิษฐานกับพระผู้เป็นเจ้าเพื่อให้พระองค์ช่วยหนุนใจให้ผ่านความลำบากให้ได้ และเสริมกำลังให้พอต่อการเข้ารับศีลมหาสนิท

ด้วยความที่ในทางปฏิบัติ ผู้เข้ารับศีลมหาสนิทจะไม่รับประทานอาหารเพื่อทำร่างกายให้สะอาดมาก่อน ด้วยเหตุนี้จะเริ่มไม่รับประทานอาหาร ไม่ดื่มน้ำ (ผู้สูบบบุหรี่ ให้งดเว้น) ตั้งแต่เวลา 24.00 น. เป็นต้นไป กฏดังกล่าวยกเว้นเด็กที่อายุยังไม่ถึง 7 ขวบ ส่วนเด็กๆ ควรเริ่มในวัยที่เหมาะสม (ประมาณ 5-6 ปี หรืออาจจะก่อนหน้านั้น) ที่จะฝึกให้คุ้นเคยกับกฏระเบียบที่มีอยู่นี้

ส่วนในตอนเช้าก็เช่นกันจะไม่รับประทานอาหาร ไม่ดื่มน้ำ และแน่นอนไม่สูบบุหรี่ ทำได้อย่างมากแค่แปรงฟันเท่านั้น หลังจากนั้นเมื่อได้อ่านบทสวดมนต์ตอนเช้าแล้วก็จะต้องอ่านบทสวดสำหรับศีลมหาสนิท ถ้าหากรู้ตัวว่าลำบากที่จะอ่านบทสวดของศีลมหาสนิทตอนเช้าแล้ว ควรจะขออนุญาตจากบาทหลวงล่วงหน้าที่จะอ่านบทสวดดังกล่าวในตอนเย็นวันก่อนหน้านั้น ถ้าหากโบสถ์ใกล้บ้านนั้นมีพิธีรับศีลสารภาพบาปในตอนเช้าคุณก็ควรจะมาถึงโบสถ์ให้ตรงเวลามาให้ถึงก่อนที่จะเริ่มรับศีลสารภาพบาป แต่ถ้าศีลรับสารภาพบาปได้ประกอบไปแล้วในตอนเย็นวันก่อนหน้านี้ คนที่จะสารภาพบาปก็ต้องมาก่อนเริ่มพิธีกรรมและสวดมนต์ร่วมกับคนอื่นๆ


ศีลมหาสนิท

The Last Supper icon

ศีลมหาสนิทกับพระเยซูคริสตเจ้า คือ ศีลที่ถูกบัญญัติขึ้นโดยพระเยซูเองในคราวที่พระองค์ร่วมเสวยพระกระยาหารมื้อสุดท้ายกับอัครสาวกของพระองค์ ระหว่างอาหารมื้อนั้นพระเยซูทรงหยิบขนมปังขึ้นมา และเมื่อขอบพระคุณแล้วทรงหักส่งให้แก่เหล่าสาวกตรัสว่า  “จงรับกินเถิด นี่เป็นกายของเรา” แล้วพระองค์จึงทรงหยิบถ้วยมาขอบพระคุณและส่งให้เขา ตรัสว่า  “จงรับไปดื่มทุกคนเถิด ด้วยว่านี่เป็นโลหิตของเราอันเป็นโลหิตแห่งพันธสัญญาใหม่ ซึ่งต้องหลั่งออกเพื่อยกบาปโทษแก่คนเป็นอันมาก” (มัทธิว 26:27-28)

The Eucharist icon ในระหว่างประกอบพิธีกรรมเพื่อถวายบูชาพระเจ้าจะประกอบพิธีรับศีลมหาสนิท คือ การรับพระมังสา (ขนมปัง) และพระโลหิต (เหล้าองุ่น) ซึ่งในทางอัศจรรย์จะแปลงเป็นพระกายและพระโลหิตของพระเยซู ส่วนผู้ที่รับศีล เมื่อได้รับประทานของประทานนี้แล้วในระหว่างที่ทำพิธี ในทางอัศจรรย์เช่นกัน ซึ่งเหนือเกินความสามารถทางปัญญาจะเข้าถึงและเข้าใจได้ ก็จะร่วมเข้าสถิตเป็นหนึ่งเดียวกับองค์พระเยซูเอง เหมือนที่องค์พระเยซูสถิตในของประทานทุกส่วนนั้นในพิธีศีลมหาสนิท

การรับศีลมหาสนิท คือสิ่งที่จำเป็นในการเข้าไปถึงชีวิตอันเป็นนิรันดร์ ตรงนี้เองที่พระเยซูได้ตรัสว่า “พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า: เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าท่านไม่กินเนื้อและดื่มโลหิตของบุตรมนุษย์ ท่านก็ไม่มีชีวิตในตัวท่าน ผู้ที่กินเนื้อและดื่มโลหิตของเราก็มีชีวิตนิรันดร์ และเราจะให้ผู้นั้นฟื้นขึ้นมาในวันสุดท้าย” (ยอห์น 6:53-54)

  ศีลมหาสนิทนั้นเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่อันไม่อาจคณานับได้ ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีการชำระตนก่อนล่วงหน้าก่อนการรับศีลมหาสนิท จะยกเว้นก็เสียแต่เด็กเล็กที่มีอายุยังไม่ถึง 7 ขวบ ซึ่งสามารถรับศีลมหาสนิทได้โดยไม่ต้องชำระตนล่วงหน้าตามที่กำหนดแก่คริสตชนทั่วไป ส่วนผู้หญิงจะต้องลบลิปสติกเครื่องสำอางออกให้หมดจากริมฝีปาก ห้ามสตรีในช่วงมีประจำเดือนเข้ารับศีลมหาสนิท ผู้หญิงที่ให้กำเนิดหลังตั้งครรภ์ต้องรับการสวดบทสวดทำความสะอาดตนจากบาทหลวงก่อนเป็นหลังเวลา 40 วัน จึงจะสามารถรับศีลมหาสนิทได้

Eucharist เมื่อบาทหลวงผู้ทำพิธีได้ออกมาจากพระแท่นบูชาพร้อมกับของประทานมหาสนิทนั้น ผู้ที่จะรับศีลจะต้องทำการคำนับให้ศีรษะถึงพื้น (หากเป็นวันธรรมดา) หรือก้มโค้งคำนับถึงเอว (หากเป็นวันอาทิตย์หรือวันเทศกาลสำคัญ) จำนวน 1 ครั้ง และตั้งใจฟังคำอ่านบทสวดมนต์จากบาทหลวง และสวดตามบาทหลวง หลังจากอ่านบทสวดผู้ที่รับศีลมหาสนิทจึงทำการวางมือเป็นเครื่องหมายกางเขนบนหน้าอกของตนเอง (มือขวาซ้อนทับมือซ้าย) กระทำโดยเป็นไปอย่างอ่อนน้อม ไม่เขินอาย เป็นไปด้วยความอ่อนน้อมอย่างที่สุด และเดินเข้าหาถ้วยพระโลหิตของพระผู้เป็นเจ้า ตามธรรมเนียมที่ดีที่ปฏิบัติกันจะให้เด็กเดินเข้ารับศีลมหาสนิทก่อนจากนั้นจึงเป็นผู้ชาย และสุดท้ายจึงเป็นผู้หญิง ต่อหน้าถ้วยพระโลหิตไม่ต้องทำเครื่องหมายกางเขนบนตัวเพื่อจะได้ไม่ปัดถ้วยหกโดยบังเอิญ เมื่อกล่าวนามของตนออกมาให้ได้ยินแล้วผู้รับศีลจึงเปิดอ้าปากรับของประทานจากสวรรค์ – พระมังสาและพระโลหิตของพระเยซู หลังจากรับของประทานนั้นมัคทายกหรือพระสังฆานุกรจะให้ผ้าพิเศษเช็ดปากแก่ผู้รับศีล หลังจากนั้นผู้รับศีลแล้วจึงจุมพิตที่ขอบด้านล่างของถ้วยพระโลหิต และเดินถอยไปยังโต๊ะพิเศษ ที่เตรียมน้ำอุ่นหรือน้ำมนต์และก้อนขนมปังเล็กๆ เพื่อรับประทานและล้างปากให้พระมังสา และพระโลหิตของพระเยซูหมดไม่เหลือในปาก หากไม่ทำเช่นนั้นก็จะไม่สามารถเข้าแตะต้องสิ่งใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นรูปเคารพ ไม้กางเขน หรือพระคัมภีร์ไบเบิ้ล

หลังจากทำความสะอาดปากและกลืนจนหมดแล้ว ผู้รับศีลจะยังไม่ออกจากโบสถ์ทันทีแต่จะร่วมสวดมนต์กับผู้อื่นจนจบพิธีรีบศีล หลังคำกล่าวปาถกฐาธรรมเทศนา (คำกล่าวให้ศีลให้พรก่อนจบพิธี) ผู้รับศีลมหาสนิทจะเดินเข้าไปหาไม้กางเขน และตั้งใจรับฟังบทสวดขอบคุณพระเจ้าหลังการรับศีลมหาสนิท หลังจากฟังบทสวดขอบคุณพระเจ้าจบผู้รับศีลจึงค่อยแยกย้ายไปอย่างอ่อนน้อม โดยพยายามตั้งใจรักษาสภาพจิตใจที่ถูกชำระจากบาปทั้งหลายจนสะอาดไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยไม่พูดล้อเล่นหรือทำอะไรที่ไม่จรรโลงจิตใจของตน ในวันนั้นหลังจากรับศีลมหาสนิทแล้วจะไม่มีการคำนับแบบศีรษะถึงพื้น และในเวลาที่พบกับบาทหลวงจะไม่มีการก้มจุมพิตหรือเอาศีรษะแตะมือบาทหลวงเพื่อคำนับการก้มคำนับโดยใช้ศีรษะแตะ จะกระทำเฉพาะกับรูปเคารพ ไม้กางเขน หรือพระคัมภีร์ไบเบิ้ลเท่านั้น ในวันถัดๆ ไปจงพยายามรักษากายใจให้สะอาด เช่น หลีกเลี่ยงการพูดมาก (เงียบไปเลยยิ่งดี) ไม่ดูโทรทัศน์ สามีภรรยาไม่ควรมีกิจกรรมทางเพศ ผู้สูบบุหรี่ให้ละจากการสูบบุหรี่ สมควรที่เวลาอยู่บ้านให้อ่านบทสวดขอบคุณพระเจ้าหลังการรับศีลมหาสนิท ความเชื่อที่ว่าในวันรับศีลมหาสนิทห้ามไม่ให้ทักทายโดยการจับมือกันนั้นเป็นความเชื่อที่ผิด แต่ที่ห้ามคือการรับศีลมหาสนิทหลายๆ ครั้งภายใน 1 วัน

ในกรณีที่ป่วยหรือเกิดความอ่อนแอทางร่างกาย สามารถกระทำการรับศีลที่บ้านก็ได้ ในกรณีนี้จะต้องเชิญบาทหลวงมาที่บ้านผู้ป่วยจะต้องเตรียมตัวเตรียมกายให้พร้อมรับศีลสารภาพบาปและศีลมหาสนิทตามแต่สภาพร่างกายจะเอื้ออำนวย แต่ไม่ว่ากรณีใดๆ การรับศีลมหาสนิทจะต้องรับโดยไม่มีการรับประทานอาหารมาก่อน (ยกเว้นได้แต่คนใกล้ตายเท่านั้น) เด็กอายุต่ำกว่า 7 ขวบจะไม่สามารถรับศีลมหาสนิทที่บ้านได้ โดยต่างจากกรณีของผู้ใหญ่ตรงที่เด็กในวัยดังกล่าวสามารถรับมหาสนิทได้แต่พระโลหิตของพระเยซูเท่านั้น เนื่องจากของประทานที่บาทหลวงใช้ในการให้ศีลมหาสนิทนั้นเป็นขนมปังสำรอง ซึ่งเป็นร่างกายของพระเยซูที่ซึมซับพระโลหิตเอาไว้ ด้วยเหตุนี้เองเด็กแรกเกิดจึงไม่สามารถเข้ารับศีลมหาสนิทในพิธีมกรรมศีลหาสนิทแห่งพระมังสาและพระโลหิตเดิมซึ่งประกอบพิธีขึ้นในวันธรรมดาของช่วงการถือศีลอดใหญ่

ชาวคริสต์แต่ละคนจะต้องกำหนดเองว่าเมื่อใดที่ตนสมควรจะต้องเข้ารับศีลสารภาพบาปและศีลมหาสนิท หรือไม่ก็เป็นไปตามความประสงค์ของบิดาฝ่ายวิญญาณ มีธรรมเนียมปฏิบัติที่ดีทั่วไปที่ทำกัน คือ ในแต่ละปีจะรับศีลมหาสนิทไม่ต่ำกว่า 5 ครั้ง คือ 4 ครั้งในช่วงถือศีลอดใหญ่ (1 ปีมี 4 ครั้ง) และครั้งที่ 5 คือ ในวันบูชาเทพองครักษ์ของตน (วันของเทพองค์นั้น ที่ตนถือชื่อของตัวเองตาม)

เหตุที่จำเป็นจะต้องรับศีลมหาสนิทหลายๆ ครั้งนั้น หลวงพ่อนิโคดิม แห่งภูเขาศักดิ์สิทธิ์[4] ได้ให้คำแนะนำไว้ ดังนี้ “ผู้ที่เข้าถึงศีลมหาสนิทอย่างแท้จริงนั้น จะอยู่ในอาการสงบเสงี่ยมน่าเลื่อมใสอย่างเห็นได้ชัด อันเป็นไปตามครรลองหลังจากรับศีลมหาสนิท หัวใจของเขาจะได้กลืนกินซาบซึ้งในพระผู้เป็นเจ้าในจิตวิญญาณ แต่ก็เหมือนเราที่อยู่ในร่างกายอันคับแคบนี้ และถูกรายล้อมด้วยภาระและความวิตก อันเป็นเหตุให้เราต้องวกวนเข้าไปมีส่วนร่วม ฉันใด การเข้าถึงและกลืนกินพระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้า อันควรแก่การเพิ่มความตั้งใจและใส่ใจและอารมณ์เข้าร่วมให้มากเป็นสองเท่า ฉันนั้น ก็ยังมีวันอ่อนแอ ลดด้อยถอยกำลัง และถูกกลบกลืนไป ด้วยเหตุนี้ผู้ที่กระหายในพระเจ้าอย่างแท้จริง เมื่อเริ่มรู้สึกถึงความถดถอยของพลังทางวิญญาณก็ควรจะต้องกระทำเร่งเสริมกำลังนั้นให้กลับคงเดิม และเมื่อกลับมาคงเดิมเขาผู้นั้นก็จะรู้สึกเหมือนกับว่ากำลังมีองค์พระผู้เป็นเจ้าสถิตอยู่ด้วยอีกครั้ง”


[1] ในที่นี้ หมายถึง สังฆราช บาทหลวง และพระนักบวชทั้งหลาย ที่ได้รับการยกย่องบูชาจากคริสตจักรออร์โธด็อกซ์ให้เป็นนักบุญ โดยเหล่าครูบาอาจารย์เหล่านี้ได้สั่งสอนเรื่องศรัทธาในพระเจ้าไม่เพียงโดยคำพูดหรือหนังสือเท่านั้น แต่ที่สำคัญคือ ครูบาอาจารย์เหล่านี้ใช้ชีวิตเป็นตัวอย่างสอนคนทั่วไป ในทางคริสตจักรออร์โธด็อกซ์ คำว่า “หลวงพ่อนักบุญ” ไม่ได้ใช้แทนการเรียกบาทหลวงทั่วไป เหมือนในนิกายคาทอลิก นอกจากนี้ การเรียกบาทหลวงทั่วไปโดยใช้คำเรียกแบบนี้ ยังเป็นการแสดงถึงความห่างไกลวัดทางจิตใจของคนๆ นั้นอีกด้วย

[2] บาทหลวง ซีลวน อาฟอนสกี้ (ชื่อในทางโลก ซีมีโอน อิวาโนวิช อันโตนอฟ) เกิดปี 1866 ในหมู่บ้านโชฟสกาเย่ เมืองตัมโบฟ รัสเซีย เป็นนักบวชที่สร้างวีรกรรมที่เมืองอโฟน ได้รับการยกย่องจากคริสตจักรออร์โธด็อกซ์ให้เป็นนักบุญในชั้นศิษยาภิบาล ถูกยกเป็นนักบุญในปี 1988 วันรำลึกถึงท่าน คือ วันที่ 11 กันยายน (ตามปฏิทินแบบยูเลี่ยน)

[3] “น่าเสียดาย ที่ ณ ปัจจุบันนี้ บัญญัติและบทสวดต่างๆของคริสตจักรออโธด็อกซ์ที่เกี่ยวข้องกับการรับศีลมหาสนิท ยังมีน้อยนักที่ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยเรียบร้อยแล้ว แต่ก็ไม่ควรที่จะเอามาเป็นกังวลไป ความขาดแคลนในสิ่งใดก็ตาม ตามเหตุอันเป็นจริง พระเจ้าไม่ถือเอาเป็นบาป และพระองค์จะเติมเต็มให้โดยพระกรุณาอันเปี่ยมล้นของพระองค์” ในกรณีที่ไม่มีคำแปลจริง ก็คงเป็นการสมควรอยู่ ที่จะอ่านพระคัมภีร์ไบเบิ้ลเสริมและคิดใคร่ครวญเกี่ยวกับเรื่องบาปต่าง ๆ แต่ในกรณีที่มีคำแปลเป็นภาษาไทย ก็สมควรอยู่ที่จะให้อ่านและพยายามท่องจำให้จนได้

[4] หลวงพ่อนิโคดิม แห่งภูเขาศักดิ์สิทธิ์ (ชื่อในภาษากรีก Νικόδημος ο Αγιορείτης ก่อนออกบวช เดิมชื่อ นิโคลัย คาลลิวูร์ซี่ เกิดปี 1749 ที่เมืองนาคซอซ ประเทศกรีก กลับสู่สวรรคาลัยในวันที่ 1 กรกฎาคม ปี 1809 ที่เมืองอโฟน เป็นนักบวชที่เมืองดังกล่าว เป็นนักเทศนา ได้รับการยกย่องจากคริสตจักรออโธด็อกซ์ให้เป็นนักบุญในชั้นศิษยาภิบาล วันรำลึกถึงท่านในคริสตจักรออโธด็อกซ์ คือ วันที่ 14 กรกฏาคม (ตามปฏิทินแบบยูเลี่ยน)